วันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2557

สาส์นจากท่านพ่อพระพิฆเนศวร (Message of Lord Ganesha)


สาส์นจากท่านพ่อพระพิฆเนศวรทั้ง ๙ ฉบับ 
            ข้อความที่ท่านทั้งหลายจะได้อ่านจากด้านล่างนี้  ผู้เขียนขออนุญาตอาจารย์แบงค์  นำมาเผยแพร่ต่อนะค่ะ  ด้วยผู้เขียนเองก็สนใจและกราบไหว้บูชาท่านอยู่เป็นประจำ  ก็ขอตั้งจิตอธิษฐานให้บทความนี้ได้แพร่หลายไปสู่คนอีกมากมายที่สนใจอยากรู้เรื่องราวของท่านพ่อพิฆเนศวร เมื่อได้อ่านแล้วก็ขอให้เกิดความเข้าใจและเคารพในองค์ท่านมากยิ่งขึ้น  ตัวผู้เขียนเองก็ช่วยท่านทำภารกิจตามกำลังความสามารถของผู้เขียนเองเท่าที่มนุษย์ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งจะสามารถทำได้  ขอจิตที่เป็นกุศลนี้จงเกิดกับผู้ที่ได้อ่านสาส์นจากท่านพ่อพิฆเนศวรด้วยเทอญ....


อาจารย์แบงค์ ได้เป็นตัวแทนขององค์พ่อพระพิฆเนศวร
มาประกาศสาส์นจากสรวงสวรรค์ทั้ง ๙ ฉบับนี้ 
ขอให้ท่านช่วยกันอ่าน และส่งต่อไปด้วยเถิด


สาส์นจากท่านพ่อพิฆเนศวร
บทสรรเสริญ
๐ โอมศรีศรี คเณศายะ นมัสการ
องค์พระพิฆเณศ อวตาร ทุกปางภพ
ลูกขอน้อม จิตระลึก หัตถ์บรรจบ
ยอเคารพ นบกร ด้วยเศียรเกล้า

๐ พ่อคเณศ สร้างสรรค์ สรรพสิ่ง
เมตตาจริง ทั้งเด็กน้อย พลอยผู้เฒ่า
ทุกชีวิน เรียกหาท่าน โปรดบรรเทา
นำทุกข์ไป เอาสุขมา ห่วงพระทัย

จุดประสงค์
๐ สาส์นนี้ข้าฯ จารไป ด้วยใจมุ่ง
ระลึกจิต ถึงกรุง ท่านอาศัย
ตอบแทนท่าน ที่ดูแล แต่เยาว์วัย
จำเขียนไป ด้วยจิต พิสดาร...

๐ ขอนำเรื่อง ของท่านพ่อ มาเผยแพร่
ความจริงแท้ ทุกสิ่ง ไม่วิตถาร
ด้วยเคารพ ตัวท่าน เป็นอาจารย์
ทุกประการ หากพลาดพลั้ง ขออภัย

๐ ครั้นนึกถึง ท่านพ่อ คเณศวร
นิมิตชวน ให้คิดถึง อำนาจใหญ่
ที่พ่อแผ่ ไพศาล มานานไกล
ลูกนี้ไซร้ ขอนำคำ มาร้อยเรียง

๐ ถอดจิตทิพย์ กายทิพย์ เข้าเฝ้าหา
พ่อเมตตา เรียกหา กังวานเสียง
ด้วยความรัก หมอบกายไว้ ข้างตั่งเตียง
ท่านนั่งเคียง ประทับใกล้ ไม่ไกลเรา

๐ เจ้าลูกพ่อ เข้ามา ใกล้ใกล้นี้
พ่อจะชี้ ให้ดูเห็น ไม่ขลาดเขลา
จงจารสาส์น ตามพ่อบอก อย่าดูเบา
อันตัวเรา จะจด ทุกวลี

๐ ความจริงจาก พระโอษฐ์ องค์คเณศ
ท่านแจงเหตุ ชี้เรื่อง ตัวท่านนี้
เป็นอย่างไร โปรดตาม สดับซี
ตัวเราสิ นี่แหละ จะบอกไป

๐ อันเรื่องพ่อ ที่เห็น ในตำรา
ที่มีมา แต่โบราณ กาลสมัย
อาจมีผิด มีพลาด ขัดพระทัย
คนทำไป โดยไม่รู้ เท่าถึงการณ์

๐ พ่อเล็งเห็น ปัญหา ตรงจุดนี้
ก็เลยชี้ สั่งให้เรา เฝ้าจารสาส์น
และสั่งให้ จดบันทึก ทุกเหตุการณ์
จึงรับงาน ขององค์พ่อ มาโดยดี

๐ นี่ไม่ใช่ หนังสือ หรือเรื่องแต่ง
พ่อสาปแช่ง เอาไว้ หากย้อมสี
อันตัวเรา ก็ทำตาม ทุกถ้อยที
ตามวลี ของท่าน เราทำตาม

๐ หนังสือนี้ คือ สาส์นองค์คเณศ
ท่านมีเหตุ อยากเผยแผ่ ทุกเขตคาม
อยากให้เรา ระลึกถึง ในทุกยาม
ไม่ประณาม บารมี ที่ท่านมี

๐ จึงขอเป็น ตัวแทน ขององค์พ่อ
มาบอกต่อ ถ้อยคำ วิเศษศรี
อ่านเอาไว้ เป็นความรู้ คู่บารมี
ขอพรศรี คเณศช่วย คุ้มครองเรา

๐ ต่อแต่นี้ อัญเชิญสาส์น ของท่านพ่อ
มาเผยต่อ สาธารณะ อย่าดูเขลา
ขอให้ท่าน ตั้งใจอ่าน ด้วยจิตเบา
แล้วจะเข้า ใจตามความ ที่ท่านมี...

สาส์นฉบับที่ ๑
กลอน ๘

       ๐ อันตัวเรา คือคเณศา คณปติ             ขานกัน ศิวบุตรก็งามศรี
อันมารดา เรานาม ปารวตี”                       อุมาเทวีเขาก็เรียก นามขานกัน...


       ๐ พ่อของเรา ก็คือองค์ พระอิศวร         "ศิวะ"ล้วน คือนาม ท่านกล่าวขาน
พ่อมี ตรีสูรจริง ดั่งตำนาน                        อีกบริวาร เป็นงู อสูรไพร...


       ๐ องค์พระแม่ เทวี นั่งเคียงข้าง           ประทับ ณ สถาน วิมานใหญ่
เรียกเขา ไกรลาสสุดแดนไตร                  เราเคารพ นบไหว้ เทพเทพี


      ๐ อันตัวเรา เขาเล่าว่า เศียรเป็นช้าง”    เห็นจะจริงบ้าง ไม่จริงบ้าง น่าบัดสี
น่าหัวร่อ หากเศียรช้าง ทุกราตรี                 อารมณ์ดี อยากอยู่ เป็นเศียรคน


      ๐ เราจำแลง ร่างได้ ดั่งใจนึก                เป็นช้างศึก ลึกเข้าไป ในไพรสณฑ์
กลับออกมา เป็น กวางในบัดดล               เหาะเหินหาว กลางเวหา เป็น อินทรีย์


      ๐ ที่เขาว่า บริวาร เราเป็น หนู’            มุสิกะดู ตัวน้อย ไม่พอขี่
จะทรงหนู ตัวเราใหญ่ ไม่เข้าที                   จะทรงที ทรงช้าง เอราวัณ’…

http://www.clickshopzone.com/shop/goldensweets/photo/6/UZR4MBVMY5NBF45201427561.jpg
       ๐ ท่านอาจ สงสัย ในประวัติ               ที่เขียนมัด ตัวเรา อย่างน่าขัน
ตำรามี ล้วนไว้ใน พิพิธภัณฑ์                     อย่าปนกัน กับความจริง ที่ฉันมี...


       ๐ พุงใหญ่ ท้องกว้าง ดั่งมหาจั-           -กรวาลนั้น ล้วนเป็นเรื่อง แต่งปรุงสี
อันตัวเรา อยากผอม หุ่นเข้าที                    วิเศษศรี ปั้นได้ ดั่งใจเรา


       ๐ พระพักตร์เป็น เทวบุตรสุดจะหล่อ  คนมักล้อ ต่อเศียรช้าง ดูแก่เฒ่า 
มีงวงงา ช้อนไป คือตัวเรา                         ที่ท่านเอา มาเขียน เป็น นิทาน


      ๐ มีความจริง หลายเรื่อง อยากจะบอก   ไม่พอหรอก กาลนี้ มันแสนสั้น
ลูกช่วยเขียน บันทึกไว้ ในประพันธ์             ว่าพ่อนั้น จะรีบจร ไปปราบมาร


      ๐ ณ ยามนี้ แดนสวรรค์ เราไม่สุข          มีทั้งทุกข์ ทั้งสงคราม ให้หักหาญ
แดนมนุษย์ ก็ไม่ต่าง จากวิมาน                   เทพบันดาล เบื้องบน ก็พอกัน


      ๐ เห็นเหตุบ้าน การเมือง แดนมนุษย์     ดูคนทุกข์ ก็สุดแค้น ถึงแดนสวรรค์
โลกมนุษย์ ปั่นป่วน พอๆ กัน                     แดนของฉัน ก็มี หน้าที่ทำ...


       ๐ ทั้งสงคราม ฝ่ายอธรรม ทำลายล้าง   สร้างหนทาง แก่ตน ให้เราช้ำ
มันคือมาร เหยียบย่ำ จากแดนดำ               อำมหิต เหลือร้าย ต้องทำลาย


        ๐ เวลานี้ หยุดเล่าเรื่อง ตนเองก่อน      สวรรค์ร้อน เรียกหาเรา สุดใจหมาย
เราจะ จำแลงร่าง เปลี่ยนแปลงกาย              จากโฉมชาย สุดงาม เป็น คเณชา


        ๐ มีพระพักตร์ แปรเปลี่ยน เป็น คชสาร’    ดั่งตำนาน ที่เขาเล่า กันอย่างว่า
แต่เราทรง ช้างศึก ไอยรา                               มุสิกะ หนูทรง มันเล็กไป


        ๐ พร้อมอาวุธ ธนูทอง ลูกศรเสก          สะพายหลัง ดุจพระเอก ในหนังใหญ่
ราวพระราม ปราบยักษ์ ให้สิ้นไป                 กระโดดใส่ หลังช้าง โจนทะยาน
 
        ๐ มุ่งหน้าไป ปราบศัตรู ปากแดนสรวง  มันจะทวง บัลลังก์สวรรค์ อย่างอาจหาญ
มันบังอาจ บุกมา เต็มวิมาน                         พลเกินล้าน นับได้ ไม่หมดเลย
 
        ๐ ฝ่ายมารมา กันครบ ทุกอาวุธ            มันจะฉุด แดนสรวง เป็นเชลย
พ่อกับเทพ ทั้งปวง ไม่นิ่งเฉย                       จะเปิดเผย กองทัพ รับเช่นกัน


        ๐ ด้วยอำนาจ กองทัพเทพ ทุกชั้นฟ้า     นำโดยองค์ อินทรา เทพสวรรค์
ทรงขี่ช้าง มหา เอราวัณ                              เข้าโรมรัน ตีมารแตก ให้แยกไป


        ๐ ตัวเราเอง นำทัพ พลธนู                   ซุ่มดูอยู่ พร้อมเล็ง พิษศรใส่
เมื่อหมู่มาร เข้าใกล้ สั่งยิงไป                         ลูกศรไฟ ต้องตก ถึงตัวมาร

http://www.clickshopzone.com/shop/goldensweets/photo/6/UZR4MBVMY5NBF45201427562.jpg
          ๐ เวลานั้น แดนมนุษย์ สุดตระหนก        อีกวิหค เวหา เดรัจฉาน
คงแตกตื่น มองฟ้า สุดตระการ                        -ตาไปด้วย แสงเทพมาร มหัศจรรย์


          ๐ เดี๋ยวฟ้าผ่า ฟ้าแลบ และฟ้าร้อง          กังวานก้อง เกรงขาม จากสวรรค์
ฟ้าราวจะ แตกแยก ออกจากกัน                      มนุษย์นั้น ไม่รู้ ศึกข้างบน


          ๐ เลือดเทวา เลือดอสูร ที่ห้ำหั่น            ได้ตกลง จากวิมาน เป็นห่าฝน
เสียงฟ้าร้อง คือเสียงดาบ ถูกอกคน                  ตายกันจน เกลื่อนฟ้า วิลาศไป...


          ๐ ครั้นคราวศึก ช่วงนี้ ก็แสนหนัก          สะท้านภพ สะเทือนจักร ถึงแดนใหญ่
ทั้งสามโลก ก็หวั่น เรื่องเภทภัย                       มนุษย์ไซร้ ไม่รู้ ดูโง่งม...


         ๐ เกิดอาเพศ ไปทั่ว ทั้งโลกา                  พิบัติมา เยือนบ่อย น่าขื่นขม
คนไหว้เทพ ไหว้ฟ้า น่าอกตรม                        ไม่มาชม บนฟ้า ก็อาวรณ์


         ๐ คนขอเทพ เทพก็ขอ ให้คนช่วย           มนุษย์ป่วย เทพก็ป่วย ดั่งต้องศร
โลกจะแตก สวรรค์จะแยก สุดอาทร                  สัญญาณหลอน มาเตือน อยู่ร่ำไป


         ๐ พวกหมู่มาร เดี๋ยวนี้ ชักกำแหง           แทรกแซงลง ไปในจิต คิดการใหญ่
เหล่าคนชั่ว คิดโกง อยู่ร่ำไป                           นี่นั่นไง เห็นไหม มารในตัว


         ๐ มารมนุษย์ มารสวรรค์ ก็มีหมด           ทุกแห่งลด คนดี น่าปวดหัว
มีแต่เลว เลวกันได้ ทั่วทุกครัว                         เราชักกลัว หัวหดอยู่ ในแดนตน


        ๐ มนุษย์ร้าย ร้ายกว่ามาร ที่บุกสรวง       -สวรรค์ลวง เทพยดา ให้ปี้ป่น
มนุษย์ชั่ว ทุกตัว เทพไม่ดล                           ไม่ช่วยคน คิดชั่ว ไร้ศีลธรรม 


        ๐ จบเรื่องศึก นึกเรื่อง ตัวเราต่อ             เจ้าลูกพ่อ จงจรด ทุกคำย้ำ
พ่อจะเอ่ย เผยถ้อยถ้วน ล้วนลำนำ                 จงนำคำ มาแต่งต่อ เป็นบทกลอน


        ๐ เจ้าจงเขียน อ่านคำ ทำนองเสนาะ      แสนไพเราะ เพราะพริ้ง เรียงอักษร
จงจดจำ ใจความ ตามพ่อวอน                       อย่านิ่งนอน จงไปทำ ตามกระบวน


        ๐ อาจสงสัย เรื่องพักตร์ เราไม่หาย        เราจะคลาย ความสับสน ไม่สงวน
อ่านตามไป ทุกวรรค อย่างใคร่ครวญ              อย่ารีบด่วน ขี้เกียจอ่าน รำคาญใจ

http://www.clickshopzone.com/shop/goldensweets/photo/6/UZR4MBVMY5NBF45201427563.jpg
         ๐ จะเศียรช้าง เศียรคน เราไม่สน           อยู่กับคน จะเห็นเรา เป็นแบบไหน
จิตระลึก ถึงช้าง เราแปลงไป                          อยากจะให้ เราเป็นคน เราทำตาม


         ๐ อยู่กับจิต ของพวกเธอ จะคิดถึง          ไม่เพียงหนึ่งไม่มีแค่อย่ามัวถาม
เราเป็นได้ ทุกสิ่งสรรพ ตามใจความ                 ทุกชั่วยาม เราจะอยู่ เคียงข้างเธอ


        ๐ เมื่อเธอนึก ถึงเรา เราไปหา                 ภาวนา ไปเถิด อย่ามัวเผลอ
จะอยู่กับเธอ ทั้งยามหลับ ยามละเมอ               แม้เลินเล่อ เราจะเตือน ไม่ห่างเลย


        ๐ เลิกสงสัย ได้แล้ว เรื่องรูปลักษณ์          จะกี่พักตร์ กี่กร ไม่เฉลย
อยู่ที่จิต ของเธอ จะนึกเลย                             เราจะเผย รูปลักษณ์ ตามจิตตน...


       ๐ ทั้งเรื่องวัย เรื่องปาง อีกเรื่องเล่า            จะผู้เฒ่า เยาว์เด็ก ไม่ต้องสน
ก็บอกแล้ว เรานิมิต ตามใจคน                         ไม่ต้องบ่น ถึงมันมาก น่ารำคาญ
 
       ๐ ใครเขียนรูป เราเยาว์เด็ก นั้นเราชอบ      จะตีกรอบ ให้เราหนุ่ม ดูกล้าหาญ
หรือจะปั้น รูปเราแก่ นั่งเข้าฌาน                      เป็นฤๅษี หรือนายพราน นั้นตามใจ


       ๐ ในโลกทิพย์ ทุกเทพ ทำได้หมด             จะโป้ปด มดเท็จ ไปทำไม
ทั้งบิดา มารดาเรา ก็ทำได้                              แต่ไม่ง่าย หากจะให้ พวกเธอทำ


      ๐ เอาเป็นว่า คงเข้าใจ ที่เราพูด                  จะไม่ขุด เรื่องเดิมๆ มาเล่าซ้ำ
เธอเข้าใจ ในทุกสิ่ง ทุกถ้อยคำ                         จงจดจำ เอาไว้ ตลอดกาล...


ขอบคุณภาพประกอบ : ราชัน แสงทอง


วันเสาร์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ประวัติพระพิฆเนศ History Load Ganesh

ประวัติพระพิฆเนศ

ประวัติพระพิฆเนศในประเทศไทย
จากหนังสือตรีเทวปกรณ์

           คติการนับถือพระพิฆเนศ น่าจะเข้ามาถึงประเทศไทยตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 10 โดยเข้ามาทางภาคใต้ก่อน แต่เทวาลัยของพระพิฆเนศที่เก่าที่สุดในเมืองไทยปรากฏที่ แหล่งโบราณคดีเขาคา จ.นครศรีธรรมราช มีอายุในพุทธศตวรรษที่ 12 เทวรูปพระพิฆเนศที่เก่าที่สุดก็พบทางภาคใต้ของไทย และกำหนดอายุได้ในช่วงเวลานั้น เชื่อว่าบรรพชนในภาคใต้ของเราในยุคดังกล่าว คงจะนับถึอพระพิฆเนศตามแบบอินเดีย คือเป็นเทพผู้ขจัดอุปสรรค

            เทวรูปพระพิฆเนศ เริ่มแพร่หลายมากขึ้นเมื่อถึงสมัยที่เมืองไทยเรา ได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากขอม เทวรูปเหล่านี้พบในปราสาทหินหลายแห่ง ทั้งที่เป็นเทวรูปลอยองค์สำหรับบูชาภายในปราสาท และอยู่บนทับหลังหรือหน้าบันในลักษณะภาพแกะสลักนูนสูง คติการนับถือพระพิฆเนศในเมืองไทยเราช่วงนี้ น่าจะเป็นแบบเขมร คือ เป็นเทพองค์สำคัญในไศวะนิกาย คือจะต้องมีประจำในเทวสถานของลัทธินี้ รวมทั้งการบูชาในฐานะเทพแห่งอุปสรรค และเทพแห่งการประพันธ์ด้วย เพราะเท่าที่พบเทวลักษณะก็เป็นแบบเขมร คือประทับนั่งชันพระชานุข้างหนึ่งแบบมหาราชลีลาสนะ หรือประทับนั่งขัดสมาธิราบ ถ้าประทับยืนก็ประทับยืนตรงๆ ไม่ใช่ยืนเอียงพระโสณีหรือตริภังค์แบบอินเดีย
                อย่างไรก็ตาม เทวรูปเหล่านี้ล้วนแต่สร้างอย่างงดงามมาก และอาจจะมีทั้งที่สร้างด้วยหินและสำริด หรือแม้แต่ทองคำ แต่ที่ตกทอดมาถึงยุคของเราส่วนมากมีแต่เป็นหินเท่านั้น ในจำนวนนี้องค์ที่เด่น ๆ ได้แก่พระคเณศทรงเครื่องจาก ปราสาทหินเมืองต่ำ จ.บุรีรัมย์ ส่วนพระพิฆเนศจากปราสาทที่งามที่สุด อย่างเช่นปราสาทหินพนมรุ้งนั้น ปัจจุบันเราได้พบแต่ที่เป็นขนาดเล็ก

            เทวลักษณะที่ประทับยืนตรงของพระพิฆเณศแบบขอม ได้ต่อเนื่องมาถึงพระพิฆเนศแบบเชียงแสน และสุโขทัยด้วย ปัจจุบันเรามีตัวอย่างของเทวรูปพระพิฆเนศแบบเชียงแสน ที่ทำอย่างงดงามหลายองค์ แต่ที่งามกว่าคือแบบสุโขทัย ซึ่งเท่าที่รู้จักกันเป็นสมบัติของ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล และมีการถ่ายแบบทำเป็นเทวรูปสำหรับบูชาทั่วไปเมื่อ พ.ศ. 269 ซึ่งปัจจุบันก็หาดูยากแล้ว
ในสมัยสุโขทัย การนับถือพระพิฆเนศ ก็คงเป็นไปตามแบบทีได้อิทธิพลจากขอม แต่ก็น่าจะเสื่อมคลายลงมาก เพราะได้มีการให้ความสำคัญต่อศาสนาพุทธยิ่งกว่าศาสนาฮินดูที่นับถือกันมาแต่เดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัชสมัย พระมหาธรรมราชาลิไท ที่ศาสนาพุทธเฟื่องฟูมาก

             ล่วงถึง สมัยกรุงศรีอยุธยา ศาสนาฮินดูได้กลับมามีความสำคัญในราชสำนักอีกครั้ง มีหลักฐานว่าได้มีการหล่อพระพิฆเนศ และ พระเทวกรรม คือพระพิฆเนศในฐานะที่เป็นครูช้างขึ้นมาหลายองค์ แต่หลักฐานที่ตกมาถึงเรามีแต่เทวรูปสำริดขนาดเล็กเพียงไม่กี่องค์ และเทวรูปสำริดขนาดใหญ่ที่เทวสถานโบสถ์พราหมณ์ เสาชิงช้า รวมทั้งเทวรูปศิลาที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระราชวังจันทร์เกษม เป็นต้น พระพิฆเนศได้กลับมามีบทบาทสำคัญในราชสำนักกรุงศรีอยุธยาก็เพราะเกี่ยวเนื่อง ด้วยการคชกรรมนี่เอง และก็ยังคงมีความสำคัญตามคติที่ได้รับจากขอม คือเป็นเทพผู้ขจัดอุปสรรค เป็นเทพที่จะต้องบูชาก่อนอื่นในพิธีกรรมสำคัญ และเป็นเทพแห่งการประพันธ์คัมภีร์ต่าง ๆ

             ส่วนคติที่นับถือพระพิฆเนศวรเป็น เทพแห่งศิลปวิทยา อันเป็นการแทนที่คติเดิมของพระสรัสวดีที่มีมาแต่อินเดียนี้ ยังไม่ปรากฏว่ามีในเมืองไทย จนกระทั่งผ่านพ้นสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น เพราะใน 4 รัชกาลแรกภาพเขียนพระพิฆเนศในพระอุโบสถ วัดสุทัศนเทพวราราม และ วัดบวรสถานสุทธาวาส หรือแม้แต่ภาพแกะสลักบนประตูไม้ที่ วัดเพลงวิปัสสนา-บางกอกน้อย ยังเป็นเรื่องจากนารายณ์สิบปางอยู่ ภาพเหล่านี้คงมีที่มาจากตัวอย่างพระเทวรูปในตำราภาพเทวรูปและเทวดานพเคราะห์ ซึ่งเป็นแบบอย่างภาพลายเส้นรูปเทพเจ้าแทบทุกพระองค์ สำหรับช่างเขียนใช้เป็นต้นแบบ ตำราภาพดังกล่าวสร้างในรัชกาลที่ 3-4 และคงมีมาแล้วตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา

             ที่เป็นหลักฐานทางเอกสาร โดยเฉพาะในพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ยังเป็นคติเก่าที่มีอยู่ในเรื่องนารายณ์สิบปางเช่นกัน และองค์สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงนั้น โดยส่วนพระองค์ก็ดูจะทรงนับถือพระพิฆเนศอยู่ไม่น้อย เพราะเมื่อเสด็จประพาสชวาก็ทรงนำพระพิฆเนศขนาดใหญ่ของที่นั่นมาด้วย (ปัจจุบันยังจัดแสดงอยู่ใน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร)


พระคเณศ (สันสกฤตगणेशทมิฬபிள்ளையார்
ชาวไทยนิยมเรียกว่า พระพิฆเนศ (विघ्नेश) พระพิฆเณศวร พระพิฆเณศ หรือ พระคณปติ 

            พระพิฆเนศเป็นเทพในศาสนาฮินดู นับถือว่าเป็นเทพเจ้าแห่งความรู้ เป็นผู้มีปัญญาเป็นเลิศ ปราดเปรื่องในศิลปวิทยาทุกแขนง เป็นหัวหน้านำคณะข้ามความขัดข้อง (ผู้เป็นใหญ่เหนือความขัดข้อง)

พระพิฆเนศกับสังคมไทย
            ในประเทศไทยจะเห็นได้ว่ามีการบูชาเทพองค์ต่าง ๆ ในศาสนาพราหมณ์อยู่มากมาย รวมทั้งองค์พระพิฆเณศ ซึ่งอยู่คู่กับคนไทยมาช้านาน ดูได้จากการพบรูปสลักพระพิฆเณศในเทวสถานตามเมืองต่างๆ ทั่วทั้งประเทศไทย โดยมีหลักฐานการค้นพบองค์เทวรูปบูชาพระพิฆเณศที่เก่าแก่ในสมัยที่ขอมเรืองอำนาจในดินแดนสุวรรณภูมิ เป็นต้นว่าองค์เทวรูปบูชานั้นสลักจากหิน ค้นพบทางแถบจังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร กรุงเทพฯ

             คนไทยถือว่าองค์พระพิฆเนศวรเป็นที่เคารพสักการะในฐานะองค์บรมครูแห่งศิลปวิทยาการ 18 ประการ โดยคนไทยยอมรับในองค์พระพิฆเนศวรให้เป็นเทพแห่งศิลปะทั้งมวล และเป็นเทพองค์สำคัญในการประกอบพิธีกรรมต่างๆ ซึ่งทางศาสนาพราหมณ์ได้สถาปนาพระพิฆเนศวร เป็นเทพพระองค์แรกที่ต้องบูชาก่อนเริ่มพิธีใดๆ เป็นการคารวะในฐานะบรมครูผู้ประสาทปัญญาและความสำเร็จ สามารถขจัดอุปสรรคทั้งปวงให้หมดสิ้นไป กิจการทุกอย่างจึงสำเร็จลุล่วงได้ด้วยดี หน่วยงานราชการกรมศิลปากรและมหาวิทยาลัยศิลปากรจึงได้ถือเอาพระพิฆเนศวรเป็นสัญลักษณ์

            พระพิฆเนศวรเป็นโอรสของพระศิวะและพระแม่ปารวตี มีรูปกายเป็นมนุษย์ มีเศียรเป็นช้าง ทุกคนเคารพนับถือท่านในฐานะที่ท่านเป็น "วิฆเนศ" นั่นคือ เจ้า (อิศ) แห่งอุปสรรค (วิฆณ) เพราะเจ้าแห่งอุปสรรค ที่สามารถปลดปล่อยอุปสรรคได้ และอีกความหมายถึง ท่านเป็นเทพเจ้าแห่งความสำเร็จในทุกศาสตร์สรรพสิ่งหรือเทพเจ้าแห่งการเริ่มต้นใหม่ทั้งปวง เมื่อพิจารณาความหมายในทางสัญญะ รูปกายที่อ้วนพีนั้นมีความหมายว่า ความอุดมสมบูรณ์ เศียรที่เป็นช้างมีความหมาย หมายถึงผู้มีปัญญามาก ตาที่เล็กคือ สามารถมอง แยกแยะสิ่งถูกผิด หูและจมูกที่ใหญ่หมายถึง มีสัมผัสพิจารณา ที่ดีเลิศ พระพิฆเนศวรมี หนู เป็นสหาย (บางท่านเข้าใจผิดคิดว่าเป็นพาหนะ) ซึ่งอาจเปรียบได้กับความคิด ที่พุ่งพล่าน รวดเร็ว ดังนั้น มนุษย์จึงต้องมีปัญญากำกับเป็นดั่งเจ้านายในใจตน




ปกรณัม
                 ในคราวที่พระศิวะเทพทรงไปบำเพ็ญสมาธิเป็นระยะเวลานานอยู่นั้น พระแม่ปารวตีเนื่องจากอยู่องค์เดียวเลยเกิดความเหงาและ ประสงค์ที่จะมีผู้มาคอยดูแลพระองค์และป้องกันคนภายนอก ที่จะเข้ามาก่อความวุ่นวายในพระตำหนักในจึงทรงปั้นและเสกเด็กขึ้นมา เพื่อเป็นพระโอรสที่จะเป็นเพื่อนในยามที่องค์ศิวะเทพเสด็จออกไปตามพระกิจต่างๆ มีอยู่คราวหนึ่ง เมื่อพระนางทรงเข้าไปสรงในพระตำหนักด้านในนั้น องค์ศิวะเทพได้กลับมาและเมื่อจะเข้าไปด้านในก็ถูกเด็กหนุ่มห้ามไม่ให้เข้า เนื่องจากไม่รู้ว่าเป็นใครและในลักษณะเดียวกันศิวะเทพก็ไม่ทราบว่าเด็กหนุ่ม นั้นเป็นพระโอรสที่พระแม่ปารวตีได้เสกขึ้นมา
                เมื่อพระองค์ถูกขัดใจก็ทรงพิโรธและตวาดให้เด็กหนุ่มนั้นหลีกทางให้ พลางถามว่ารู้ไหมว่ากำลังห้ามใครอยู่ ฝ่ายเด็กนั้นก็ตอบกลับว่าไม่จำเป็นที่จะต้องรู้ว่าเป็นใคร เพราะตนกำลังทำตามบัญชาของพระแม่ปารวตี และทั้งสองก็ได้ทำการต่อสู้กันอย่างรุนแรง จนเทพทั่วทั้งสวรรค์เกิดความวิตกในความหายนะที่จะตามมา และในที่สุดเด็กหนุ่มนั้นก็ถูกตรีศูลของมหาเทพจนสิ้นใจ และศีรษะก็ถูกตัดหายไป
              ในขณะนั้นเองพระแม่ปารวตีเมื่อได้ยินเสียงดังกึกก้องไปทั่วจักรวาลก็ เสด็จออกมาด้านนอกและถึงกับสิ้นสติเมื่อเห็นร่างพระโอรสที่ปราศจากศีรษะ และเมื่อได้สติก็ทรงมีความโศกาอาดูร และตัดพ้อพระสวามีที่มีใจโหดเหี้ยมทำร้ายเด็กได้ลงคอ โดยเฉพาะเมื่อเด็กนั้นเป็นพระโอรสของพระนางเอง
              เมื่อได้ยินพระนางตัดพ้อต่อว่าเช่นนั้น องค์มหาเทพก็ตรัสว่าจะทำให้เด็กนั้นกลับพื้นขึ้นมาใหม่แต่ก็เกิดปัญหา เนื่องจากหาศีรษะที่หายไปไม่ได้ และยิ่งใกล้เวลาเช้าแล้วต่างก็ยิ่งกระวนกระวายใจ เนื่องจากหากดวงอาทิตย์ขึ้น แล้วก็จะไม่สามารถชุบชีวิตให้เด็กหนุ่มฟื้นขึ้นมาได้ เมื่อเห็นเช่นนั้นพระศิวะเลยโยนตรีศูลอาวุธของพระองค์ออกไปหาศีรษะสิ่งที่มีชีวิตแรกที่พบมา และปรากฏว่าเหล่าเทพได้นำเอาศีรษะช้างมาซึ่งพระศิวะทรงนำศีรษะมาต่อให้และชุบชีวิตให้ใหม่ พร้อมยกย่องให้เป็นเทพที่สูงที่สุด และขนานนามว่า "พระพิฆเนศวร" ซึ่งแปลว่าเทพผู้ขจัดปัดเป่าอุปสรรคและยังทรงให้พรว่าในการประกอบ พิธีการต่างๆ ทั้งหมดนั้นจะต้องทำพิธีบูชาพระพิฆเนศวรก่อนเพื่อความสำเร็จของพิธีนั้น



ลักษณะของพระพิฆเนศวร

               มีรูปกายเป็นมนุษย์เพศชายอ้วน ท้องพลุ้ย มีเศียรเป็นช้าง มีงาข้างเดียว (ถูกขวาน ปรศุรามหักเสียงา) สีกายสีแดง (บางแห่งว่าผิวเหลือง นุ่งห่มแดง) มีสี่กร พระหัตถ์หน้าขวาถืองาช้าง พระหัตถ์ซ้ายถือขันน้ำมนต์ เป็นกะโหลกศีรษะมนุษย์ พระหัตถ์หลังขวาถือ ตรี พระหัตถ์ซ้ายถือบาศ (บ่วง) หนู นับเป็นสหายของพระพิฆเนศวร ไม่ใช่เป็นพาหนะ

             เนื่องจากพระพิฆเนศวรมีพระวรกายที่ไม่เหมือนเทพอื่นๆนั้น ได้มีการอธิบายถึงพระวรกายของพระองค์ท่านดังนี้
1. พระเศียรของท่านหมายถึงวิญญาณซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการมีชีวิต
2. พระวรกายแสดงถึงการที่เป็นมนุษย์ที่อยู่บนพื้นปฐพี
3. ศีรษะช้างแสดงถึงความเฉลียวฉลาด
4. เสียงดังที่เปล่งออกมาจากงวงหมายถึงคำว่า โอม ซึ่งเป็นเสียงแสดงถึงความเป็นสัจจะของสุริยจักรวาล
5. พระหัตถ์บนด้านขวาทรงเชือกบ่วงบาศน์ที่ทรงใช้ในการนำพามนุษย์ไปสู่เส้นทางแห่งธรรมะและหลุดพ้นพร้อมทรงขจัดอุปสรรคในระหว่างทาง
6. พระหัตถ์บนซ้ายทรงเชือกขอสับที่ใช้ในการป้องกันและพันฝ่าความยากลำบาก
7. มือขวาล่างทรงงาที่หักครึ่งซึ่งพระองค์ทรงใช้เป็นปากกาในการเขียนมหากาพย์มหาภารตะให้ฤๅษีวยาสและเป็นสัญญลักษณ์แห่งความเสียสละ
8. อีกมือทรงลูกประคำที่แสดงว่าการแสวงหาความรู้จะต้องเป็นไปอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา
9. ขนมโมทกะหรือขนมหวานลัดดูในงวงเป็นการชี้นำว่ามนุษย์จะต้องแสวงหาความหวานชื่นในจิตวิญญาณของตนเองเพื่อที่จะได้มีจิตเอื้อเพื้อเผื่อแผ่ให้กับคนอื่น ๆ
10. หูที่กว้างใหญ่เหมือนใบพัดหมายความว่าท่านพร้อมที่รับฟังสิ่งที่เราร้องเรียนและเรียกหา
11. งูที่พันอยู่รอบท้องท่านแสดงถึงพลังที่มีอยู่โดยรอบ
12. หนูที่พระองค์นับเป็นสหายนั้น แสดงถึงความไม่ถือองค์และพร้อมที่จะเกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิตที่เล็กและเป็นที่รังเกียจของมนุษย์ส่วนมาก

เทศกาลคเณศจตุรถี
                  



การอุ้มเทวรูปพระพิฆเนศลงน้ำที่เมืองมุมไบ ในเทศกาลคเณศจตุรถี
               
            เทศกาลคเณศจตุรถี นับเป็นเทศกาลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของการบูชาพระพิฆเนศ จะกระทำในวันแรม 4 ค่ำ เดือน 9 และวันแรม 4 ค่ำ เดือน 10 ซึ่งถือว่าเป็นวันกำเนิดของพระพิฆเนศ เชื่อกันว่าพระองค์จะเสด็จลงมาสู่โลกมนุษย์เพื่อประทานพรอันประเสริฐสูงสุดแก่ผู้ศรัทธาพระองค์ท่าน เทศกาลนี้มีการจัดพิธีกรรมบูชาและการเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ทั่วอินเดียและทั่วโลก มีการจัดสร้างเทวรูปพระพิฆเนศขนาดใหญ่โตมโหฬาร เพื่อเข้าพิธีบูชา จากนั้นจะแห่องค์เทวรูปไปทั่วเมืองและมุ่งหน้าไปสู่แม่น้ำศักดิ์สิทธิ์สายต่างๆ ถนนหนทางทั่วทุกหนแห่งจะมีแต่ผู้คนออกมาชมการแห่องค์เทวรูปนับร้อยนับพันองค์ ผู้ศรัทธาทุกคนแต่งชุดส่าหรีสีสันสวยงาม ขบวนแห่จะไปสิ้นสุดที่แม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ เช่น แม่น้ำคงคา แม่น้ำสรัสวตี ฯลฯ แล้วทำพิธีลอยเทวรูปลงสู่แม่น้ำหรือทะเล
         เทศกาลคเณศจตุรถีและพิธีกรรมต่างๆ กระทำกันมาแต่โบราณ มีรายละเอียดปลีกย่อยอีกมากมาย และหนึ่งในพิธีกรรมที่กระทำกันก็คือ "เอกวีสติ ปัตรบูชา" หรือการบูชาด้วยใบไม้ 21 ชนิดเป็นเวลา 21 วัน

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : http://th.wikipedia.org/wiki/พระพิฆเนศ


วันศุกร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

สัญลักษณ์ในพระกรพระพิฆเนศ Sacred Symbols Load Ganesh

สัญลักษณ์ในพระกรของพระพิฆเนศ


สัญลักษณ์ต่างๆ ของพระพิฆเนศ
             วิตรรกมุทรา (Vitarka mudra) หรือท่าของการแสดงธรรม รวมทั้งดอกไม้สีแดงและสีเหลือง มีความเกี่ยวข้องกับพระพิฆเนศ

             ในความหมายของ "ช้าง" ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความแข็งแรง ความฉลาด และความสง่างาม ในอดีตช้างเป็นสัตว์ที่ใช้เลือกผู้สืบราชบัลลังก์ ช้างเผือกเป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์ (ช้างไม่ว่าตัวเล็กหรือใหญ่ ต่างก็กินแต่พืช) เมื่อมีช้างเกิดใหม่ย่อมหมายถึงความมั่งคั่งอุดมสมบูรณ์ของประเทศ



v พระกร (แขน) ทั้ง 4 หมายถึงพลังอำนาจที่จะช่วยเหลือมนุษย์
vบ่วงบาศก์และขอสับช้างที่ทรงถือ หมายถึงการแพร่หลายกระจายออกไป และความสง่างาม
v งาข้างที่หักที่ทรงถือไว้ในพระหัตถ์ขวา หมายความว่าพระองค์ทรงเป็นผู้คุ้มครองจากภัยอันตรายต่างๆ
v พระนาภี (ท้อง) ที่พลุ้ยใหญ่ หมายถึงความอดทน และยังแสดงว่าทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาลต่างมีอยู่ในพระองค์
v พระบาท (เท้า) หมายถึงสิทธิและพุทธิ หรือการบรรลุในสิ่งที่ปรารถนาและความรู้
v ขนมโมทกะ (Modaka) เป็นสัญลักษณ์แทนชญาณ (jnana) หมายถึงความปิติสุข
พาหนะของพระองค์แทนความปรารถนาทางโลกที่จะต้องเอาชนะให้ได้
v สังข์ (Shankha) พระองค์ทรงฟังเสียงสังข์ที่เป่าบูชา ทำให้ทรงนึกถึงเสียงช้างที่ร้องอย่างมีความสุขในป่า จึงทรงกล่าวว่า มาเถิด พวกเจ้าจงมาหาข้าเพื่อบูชาข้าหมายถึง การอำนวยอวยชัยให้มีชื่อเสียง, เกียรติยศ
v อังกุษ (Ankusha)ขอสับช้าง  หมายถึง อำนวยอวยชัยทางด้านอายุ
v ขวาน  (Parashu) พระองค์ทรงรู้ว่าสาวกบางคนอาจต้องพบเจอกับอุปสรรคในอนาคต จึงใช้ขวานนี้ปกป้องสาวกของพระองค์อย่างนุ่มนวลจากเหล่าปีศาจที่เข้ามา หมายถึงการกำจัดอุปสรรค์นานาประการ
v บ่วงบาศก์  (Pasha)  จิตใจที่กรุณาของพระองค์เปรียบเหมือนบ่วงบาศก์ที่ดึงเอาเหล่าสาวกผู้บูชาพระองค์ที่เดินสะเปะสะปะไร้จุดหมายเข้ามาใกล้ๆ และคอยปกป้องเขาเหล่านั้น หมายถึง ใช้สำหรับมัดคนที่ประพฤติผิดศีลธรรมให้กลับกลายเป็นคนดี
v วัชระตรีศูล (Vajratrishula) - สายฟ้า  เช่นเดียวกับพี่ของพระองค์ (Murugan-พระขันธกุมาร) พระพิฆเนศทรงมีสายฟ้าเป็นอาวุธ หมายถึงจิตวิญญาณที่อยู่เหนือจิตใจ, จิตใจอยู่เหนือวัตถุ ควบคุมจักระ (Chakra) ทั้งสูงและต่ำ หมายถึง ผู้เป็นใหญ่ใน 3 โลก อำนวยอวยชัยทางด้านอำนาจ บารมี
v จักร - (Chakra) เป็นสัญลักษณ์แทนดวงอาทิตย์ (แทนใจ) และดวงจันทร์ (แทนความรู้สึก) ซึ่งหมายถึง สติปัญญาของพระผู้เป็นเจ้า ใช้ป้องกันภัยอันตราย ความชั่วร้าย และสิ่งอัปมงคลต่างๆ
v โมทกะภัทร (Modakapatra)  หรือถ้วยขนมโมทกะ  พระพิฆเนศทรงมีฟันผุ แต่ขนมโมทกะคือสัญลักษณ์ของความหลุดพ้น โมกษ (Moksha) ซึ่งเป็นสิ่งที่พระองค์รักที่สุด
v คฑา (Gada)  ภาษาอังกฤษใช้ว่า Mace จะแปลว่ากระบองก็ได้
คฑาแทนการตัดสินใจเด็ดขาดและความเป็นผู้นำของพระพิฆเนศ ทรงสอนสาวกให้อย่ายอมพ่ายแพ้หรือล้มเลิกกลางคันจนกว่าจะทำงานแล้วเสร็จ
v กริช - (Chhuri)  บางครั้งพระองค์ทรงถือกริชซึ่งมีความคมเหมือนใบมีดโกน หมายถึงความยากลำบาก ความขัดข้องต่างๆ ที่เหล่าสาวกจะต้องเผชิญในบางครั้ง อุปสรรคที่ต้องฟันฝ่า
v สร้อยปะคำ  (Rudraksha Mala)  พระพิฆเนศทรงนั่งอยู่ที่เบื้องบาทพระศิวะพร้อมกับถือ Japa Mala (ลูกปะคำ) ไว้ในมือ คอยรอคำสั่ง/โองการจากองค์พระบิดาที่เป็นจอมเทพเหนือเทพทั้งปวง ใช้สำหรับสวดอ้อนวอนต่อพระผู้เป็นเจ้า และเจริญสมาธิ
v บุปผศร (Pushpashara)  หรือศรดอกไม้  พระองค์ทรงยิงศรที่หุ้มด้วยมวลดอกไม้จากคันธนูที่ทำจากอ้อย เพื่อนำทางเหล่าสาวกของพระองค์ไม่ให้เดินห่างไปจากเส้นทางธรรมของความอิ่มเองใจที่แท้จริง ศรนี้ใช้บอกทางเดินที่ถูกต้อง และอำนวยอวยชัยให้สมปรารถนาในความรัก เป็นธนูแห่งรัก พระกามเทพทรงถวายมี 3 ดอก คือ รัก เสน่หา และลุ่มหลงคลั่งไคล้
v อมฤตกุมภ์ (Amritakumbha)  หรือหม้อน้ำทิพย์   พระองค์ได้รับการชำระล้าง (อาบน้ำ) ทุกครั้งเมื่อเหล่าผู้บูชาไขว้แขนเคาะวิหารของพระองค์ น้ำอมฤต (Amrita) จะไหลจากสหัสราระจักรา (sahasrara) ไปยังมูลธารจักรา (muladhara)  ใช้ชะล้างสิ่งอัปมงคล ชั่วร้าย
v ปัทม (Padma)  หรือดอกบัว   พระองค์ต้องการให้เหล่าสาวกมีความมั่นใจ/เชื่อมั่นในตัวเอง โดยเรียนรู้จากดอกบัวที่เติบโตขึ้นอยู่กลางโคลนตมแต่ก็สามารถชูช่อดอกบานสูงพ้นน้ำได้ ความหมายทางนัย คล้ายกับดอกบัว 4 เหล่าของศาสนาพุทธ